กองหน้าดัตช์แมนรายนี้สังหารไปถึง 110 ประตูใน 3 ฤดูกาลแรกที่แมนเชสเตอร์ ทำลายสถิติยิงประตูสูงสุดตลอดกาลในฟุตบอลยุโรปของทีมที่เป็นของเดนิส ลอว์ มาก่อนในปีที่ 4 กับยูไนเต็ด และในปีที่ 5 เขาทำประตูที่ 150 ภายในการลงเล่นไม่ถึง 200 นัด สถิตินี้การันตีความเป็นตำนานแห่งถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ได้อย่างดีในฐานะที่เป็นกองหน้าที่ดีที่สุดของทีมคนหนึ่ง และยังสามารถเปรียบได้ว่าเป็นกองหน้าธรรมชาติที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่พรีเมียร์ ลีก เคยมีมาได้อีกด้วย
ในตอนแรกยูไนเต็ด ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมากที่จะคว้าตัวเขามาร่วมทีม ในเดือนกรกฎาคม ปี 1992 รุด ฉลองวันเกิดครบรอบ 22 ปี ด้วยการย้ายไปร่วมทีม PSV ด้วยค่าตัว 4.2 ล้านปอนด์ สถิติสูงสุดของฮอลแลนด์ ในขณะนั้น ภายใน 2 ปี กับ PSV เขาทำบอลไปซุกก้นตาข่ายถึง 60 ลูก ผลงานนี้ปลุกผีให้ตื่นขึ้นมาสนใจในตัวเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ฝันในการคว้าตัวรุด มาร่วมทีมในปี 2000 ของเฟอร์กูสัน ต้องชะงักลงหลังจากที่เขาไม่ผ่านการตรวจร่างกายกับทีมในเดือนเมษายน ปีนั้น เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าจากการฝึกซ้อมกับต้นสังกัดเดิม
แต่อีก 1 ปีถัดมา ในวันที่ 23 เมษายน 2003 แมนฯ ยูไนเต็ด ก็บรรลุความพยายามในการคว้าตัวเขามาได้ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์ในที่สุด
แฟนๆ ปีศาจแดงได้มีโอกาสเห็นฟอร์มของเขาครั้งแรกในเกมแชร์ริตี้ ชิลด์ ปี 2001 ที่พบกับลิเวอร์พูล ที่คาร์ดิฟฟ์ แม้ว่าในเกมนั้นทีมจะแพ้หงส์แดง ไป 2-1 แต่แฟนๆ ก็พอใจที่ได้พบกับความสุดยอดของกองหน้ารายนี้ เขารับบอลมาจากไรอัน กิ๊กส์ แล้วหมุนตัวหลบผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูล แล้วยิงเข้าไปอย่างง่ายดาย ความตื่นเต้นและการลุ้นระทึกกับผลงานของทีมในอนาคตข้างหน้าได้เริ่มขึ้นแล้ว
รุด ฟาน นิสเตลรอย เริ่มฤดูกาลแรกของเขากับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม โดยการยิงไปทั้งหมด 36 ประตู ประกอบด้วยในพรีเมียร์ ลีก 23 ประตู เอฟเอ คัพ 2 ประตู 10 ประตูในยุโรป รวมถึงอีก 1 ประตูในการลงสัมผัสเกมนัดแรก ทำให้เขาได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ นอกจากนี้เขายังเล่นได้เข้าขากับโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทนอกสนามของเขาด้วยอย่างรวดเร็ว
โอเล่ กับรุด ทำประตูได้มากถึง 25 ลูกเมื่อได้ลงเล่นร่วมกัน แต่นั่นยังไม่พอที่ทำให้แมนฯ ยูไนเต็ด ผงาดขึ้นคว้าแชมป์ลีกได้ ปีนั้นทีมจบฤดูกาลด้วยการตามหลังทั้งลิเวอร์พูล และอาร์เซนอล ในตารางคะแนนพรีเมียร์ ลีก แต่ปีถัดไป อะไรๆ มันก็ดีขึ้นกว่าเดิม…
ฤดูกาล 2002/03 เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมกว่าเดิม โดยทำประตูในลีกได้ถึง 25 ประตู โดยเฉพาะความยอดเยี่ยมในการทำ 13 ลูกใน 8 นัดสุดท้าย ส่งแมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นเป็นแชมป์พรีเมียร์ ลีกได้อีกครั้ง นอกจากนี้ผลงานในยุโรปก็ทำได้อย่างเหลือเชื่อ ซัลโวประตูได้ถึง 14 ลูกจากการลงเล่น 10 นัดก่อนที่จะพ่ายรีล มาดริด ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในที่สุด
ปีที่สามที่โรงละครแห่งนี้ เขาสังหารได้ 30 ประตู และยังมีความทรงจำดีๆ มากมายในฤดูกาลนี้
ประตูกับสตุ๊ดการ์ทในเดือนธันวาคม ปี 2003 ทำให้เขาขึ้นมาเทียบชั้นเดนิส ลอว์ ในอันดับผู้ที่ทำประตูให้ยูไนเต็ด ในเกมยุโรปตลอดกาล หรือประตูที่ 100 ของเขากับทีมในเกมที่พบกับเอฟเวอร์ตัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2004 และ 2 ประตูในเกมเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศกับมิลล์วอลล์
ฤดูกาล 2004/05 อการบาดเจ็บได้เข้ามารุมเร้าเขาอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม เขายังคงเดินหน้าทำประตูได้ 16 ประตูจากการลงเล่น 27 นัด และยังเป็นดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก อีกด้วยโดยการทำไปถึง 8 ประตู ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถแซงลอว์ ในสถิติยุโรปได้แล้วในเดือนกันยายน 2004 ที่พบกับลียง
ช่างโชคร้ายเสียเหลือเกิน ปี 2005/06 เป็นปีสุดท้ายของเขากับยูไนเต็ด ที่จบอย่างไม่แฮปปี้เท่าที่ควร ในช่วงเดือนธันวาคม เขายิงไป 17 ประตูจาก 26 นัดที่ลงเล่น แต่การกลับมาเข้าฝักและฟิตสมบูรณ์อีกครั้งของหลุยส์ ซาฮา ส่งผลให้เขาหลุดไปเป็นตัวสำรองอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลคาร์ลิ่ง คัพ เขาก็ต้องกลายเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเกมแม้แต่วินาทีเดียว
ในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่พบกับชาร์ลตัน เขาก็หายหน้าไปจากสนาม ทำให้เฟอร์กี้ ถามถึงสปิริตในทีมของเขาขึ้นมา
ทุกอย่างมันจบลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเขาขอขึ้นบัญชีย้ายทีมกับยูไนเต็ด หลังจากที่เรื่องถูกประวิงเวลาออกไปเนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลโลก ในที่สุดเขาก็เซ็นสัญญาย้ายไปสู่รีล มาดริด เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2006 แม้ว่าอาชีพนักเตะของเขากับยูไนเต็ด จะสิ้นสุดลงไป แต่ผลงานที่เขาได้ทำให้ทีมที่ผ่านมาจะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันถูกลืม…
boom
2001-2024 RED ARMY FANCLUB Official Manchester United Supporters Club of Thailand. #ThaiMUSC